วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปลากปิละ ผู้มีปากเหม็น อดีต ด่าว่าพระภิกษุ

 เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ปรินิพพานแล้ว
มีพี่น้อง ๒ คน ออกบวชในสำนัก
แห่งพระสาวกของพระกัสสปทศพล 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


       คนพี่ชื่อโสธนะ คนน้อง ชื่อกปิละ มารดาของท่านทั้งสอง
นั้น ชื่อสาธนี  น้องสาว ชื่อตาปนา  ภิกษุ๒พี่น้องนั้น 
พี่ชายเรียนวิปัสสนาธุระ 
คนน้องเรียนคันถธุระ (การศึกษาเล่าเรียน)

ภิกษุสองพี่น้อง

      ภิกษุเป็นพี่ได้บรรลุอรหัตตผล  ในช่วงเวลาไม่นานนัก
ส่วนภิกษุน้องชายเจนจบในพระไตรปิฎก มีภิกษุและคฤหัสถ์
เป็นบริวารมาก และ มีลาภสักการะเป็นอันมาก

ภิกษุผู้พี่บำเพ็ญวิปัสนาธุระ

          เพราะอาศัยบริวารนั้นจึงเป็นผู้มัวเมาในลาภและ 
ชื่อเสียงจนลืมตัวไปคิดว่า  ความเห็นของตนนั้นถูกต้อง
ทุกอย่าง        
จึงแสดงธรรมว่าเป็นอธรรม  แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม 
สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ   สิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ
สิ่งที่เป็นกัปปิยะ (สมควร)              ว่าไม่สมควร
สิ่งที่เป็นอกัปปิยะ (ไม่สมควร)            ว่าสมควร


      เมื่อภิกษุผู้หวังดีทักท้วง ก็ด่าว่าภิกษุเหล่านั้นว่าเป็น
คนโง่เขลาไม่รู้อะไรภิกษุทั้งหลายจึงได้ไปบอกให้พี่ชาย
คือพระโสธนะทราบพระโสธนะจึงตักเตือนว่า
พระกปิละ ด่าบริภาษ ภิกษุอื่น

“คุณกปิละ การปฏิบัติชอบของภิกษุเช่นคุณ
เป็นการต่ออายุพระศาสนา เพราะฉะนั้น
             เธออย่าได้ละการปฏิบัติชอบเสีย
โดยการกล่าวแสดงธรรมวินัยว่าเป็นธรรมวินัยเป็นต้น”



ภิกษุพี่ชายเตือนก็ไม่เชื่

      แม้กระนั้น พระกปิละก็หาได้เอื้อเฟื้อ  ต่อคำตักเตือนของ
พระพี่ชายไม่พระโสธนะเตือนอยู่ ๒-๓ ครั้ง เมื่อเห็นว่าพระน้อง
ชายไม่เชื่อแล้วจึงคิดว่า   เขาจักปรากฏด้วยกรรมของเขาเอง
ดังนี้แล้วเลิกเตือน



 จำเดิมแต่นั้นมาภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายก็ไม่ยอมคบหาสมาคม 
กับพระกปิละนั้นพระกปิละเป็นพระชั่วและมีพระชั่วด้วย
กันเป็บริวาร



      วันหนึ่งเข้าไปในโรงอุโบสถเพื่อต้องการสวดปาฏิโมกข์
จึงถามภิกษุผู้กำลังประชุมกัน  ว่าจะสวดปาฏิโมกข์กันหรือ?
เมื่อภิกษุทั้งหลายนิ่งเสีย เธอจึงคิดว่าประโยชน์อะไร ที่จะ  
พูดจากับพวกภิกษุโง่ๆเหล่านี้แม้พวกเขาไม่ตอบก็ไม่เป็นไร  
ดังนี้แล้วกล่าวในที่ประชุมสงฆ์ว่า
“ท่านทั้งหลายธรรมก็ดีวินัยก็ดี ไม่มี การฟังปาฏิโมกข์จะมี
ประโยชน์อะไรการไม่ฟังก็ไม่เสียหายอะไร” ดังนี้แล้วจากไป


      เมื่อพระกปิละสิ้นอายุตายแล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก
 มารดาและน้องสาวของเธอผู้ดำเนินตามเธอก็ไปตกนรก
อยู่แห่งเดียวกันพระกปิละ ไหม้อยู่ในนรก สิ้นพุทธันดรหนึ่ง

     พอมาถึงสมัยแห่งพระโคดมพุทธเจ้า พระกปิละ มาเกิดเป็น
ปลาใหญ่สีเหมือนทองคำ แต่แปลกที่มีกลิ่นปากเหม็น
อยู่ในแม่น้ำอจิรวดี

พระกปิละเกิดใหม่ เป็นปลาที่มีสีดั่งทอง


         วันหนึ่งชาวประมงทอดแห จับปลานั้นได้เห็นเป็น
ปลาประหลาด  จึงนำไปแสดงแก่พระราชา
พระเจ้าปเสนทิโกศลให้คนนำปลานั้น  ไปยังวัด
เชตวันเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าเพราะเหตุไร?
 ปลานั้นจึงปากเหม็นมาก และสีเหมือนทองคำ


ชาวประมงทอดแห


           พระพุทธองค์ทรงแสดงบุพพกรรมขอปลากปิละ
ให้พระราชาทรงทราบโดยตลอดแล้วตรัสว่า ที่สีเหมือน
ทองเป็นเพราะอานิสงส์ที่ท่านได้กล่าวสรรเสริญคุณของ
พระพุทธเจ้า มาเป็นเวลานานและได้เรียนธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น
จนแตกฉาน  ส่วนที่ปากเหม็นมากนั้นเพราะ  โทษที่บริภาษภิกษุสงฆ์
         
ทรงเล่าถึงบุพกรรมของปลากปิละ
            ปลานั้นมีความเดือดร้อนใจเป็นกำลังมิอาจบรรเทาได้ เสียใจในกรรมของตนในอดีต
จึงเอาศีรษะฟาดกับเรือ (ที่ใส่ตัวมันมา) จนตายและไปเกิดในอเวจีมหานรกอีก
           พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูวาระจิตของพุทธบริษัทที่มาประชุมกันในขณะนั้น   
มีพระประสงค์ ที่จะแสดงธรรม ให้เหมาะกับอุปนิสัยแห่งชุมชนและเหมาะแก่ความรู้สึก
ของคนในขณะนั้น จึงตรัสว่า




"นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า 
การประพฤติธรรม ๑  ประพฤติพรหมจรรย์ ๑ ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด”
 ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า  “มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน” เป็นอาทิ
         มีนัยดังพรรณนามาแล้วแต่ต้น.
   =============
     ‪#‎ธรรมบท‬ ‪#‎ทางแห่งความดี‬ เล่ม ๔ 


                หันกลับมามอง เมืองไทยยุคปัจจุบันนี้   มีสภาพแทบจะไม่แตกต่างจากเรื่องราวที่เกิดในอดีต 
ยุคนี้คนด่าพระได้อย่างหน้าตาเฉย โดยไม่เกรงกลัวต่อผลของบาปกรรมที่จะเกิดตามมา  ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง คนเนรคุณ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทางการ และแม้แต่สื่อมวลชนบางฉบับก็ยัง
ด่าพระกันได้อย่างไม่เกรงกลัวบาปกรรม
  
              ก็ต้องขอเตือนว่า หยุดเถิด  อย่าด่าว่าพระผู้ทรงศีลเลย เพราะตอนนี้อาจจะสบายหรืออาจจะสนุก  แต่ในอนาคตเบื้องหน้ามันจะไม่ใช่







ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น