วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

นี่เอาอะไรคิดครับ.........ฟ้องวัด ข้อหามีลวดหนามในครอบครอง

นี่เอาอะไรคิดครับ.........ฟ้องวัด ข้อหามีลวดหนามในครอบครอง



      ตามข่าวคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 141/2559 มีมติให้ดำเนินคดี
กับบุคคลจำนวน 4 คน  ที่ถือว่าเป็นผู้ครอบครองยุทธภัณฑ์ หนึ่งในนั้นได้แก่
วัดพระธรรมกาย โดยพระเทพญาณมหามุนี ในฐานะนิติบุคคล

กปปส. ก็มีการใช้ลวดหนามไม่ผิดนะครับ....


       แสดงว่าเป้าหมายต้องการฟ้องหลวงพ่อธัมมชโย ใช่หรือไม่ ?
          

           เรื่องลวดหนามมันจึงเป็นแค่เรื่องบังหน้าเท่านั้น?



วัดพระธรรมกายติดตั้งรั้วลวดหนาม 31 พค. 2559



        ลวดหนามของวัดเอาไปติดบนกำแพง กันคนไม่หวังดีปีนป่ายเข้าพื้นที่ ไม่ได้วางขวางทางเดินเข้าออก และไม่ได้ขวางการทำงาน เจ้าหน้าที่แต่อย่างใดทำไม..?

         เพียงแค่ต้องการเล่นงานวัดพระธรรมกาย และเจ้าอาวาสถึงขนาดตั้งข้อหาว่ามีลวดหนามในครอบครองแบบนี้ มันแปลกดีนะ เป็นตลกร้ายในเมืองไทยที่เดียวครับ แถมตลกร้ายแบบขำไม่ออกซะอีก  เพราะว่าร้านขายวัสดุก่อสร้างก็มีขายกันออกเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง

           แล้วอย่างนี้ร้านขายลวดหนาม และร้านวัสดุก่อสร้างอื่นๆ จะต้องผิดโทษฐาน มียุทธภัณฑ์ในครอบครองด้วยใหม ?

           แล้วตามบ้านทั่วๆไปที่ ติดลวดหนามบนกำแพง ต้องผิดฐานมียุทธภัณฑ์ด้วยใหม?

          ตามบ้านเรือนต่างๆ ติดกันทั่วไปไม่ผิด  แต่ ทำไมวัดพระธรรมกายติดกลับผิดซะนี่ ?




ลวดหนามหีบเพลง ติดกันตามบ้านทั่วไป
          อยากถามว่าดีเอสไอมีธงต้องการเล่นงานวัดพระธรรมกายใช่ใหม?




          ผมเลยไปค้นนประกาศกระทรวงปี 2530 ว่าด้วยเรื่องยุทธ์ภัณฑ์ ไม่เจอะคำว่าลวดหนามเป็น
ยุทธ์ภัณฑ์ครับ  
  


เลยอดไม่ได้ที่จะไปหาข้อมูลเพิ่มจาก นักกฏหมาย,ทนาย และ จนท.หาร ได้ข้อมูลมาว่าจะเป็นยุทธภัณฑ์ หรือไม่นั้น  มีเกณฑ์ในการพิจารณาคือ  ต้องดูที่วัตถุประสงค์ในการใช้งานฃ

      1. ใช้เพื่อขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร

           -ในกรณีนี้  DSI ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหาร  แต่เป็นตำรวจ จึงไม่จัดเข้าข่ายขัดขวาง จนท. ทหาร
             ตามกฏกรทรวงกลาโหม  จึงไม่จัดเป็นยุทธภัณฑ์  และถึงแม้จะอนุโลมว่า ดีเอสไอเป็นเจ้า
             หน้าที่ก็ตาม  แต่ไม่ปรากฏมีการวางลวดหนามขวางทางเข้าของ เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด

      2. ในสภาวะปกติสามารถนำไปใช้ติดกำแพงเพื่อป้องกันขโมยได้ แต่ถ้าในยามมีศึกสงครามหรือ
           มีการประกาศกฏอัยการศึก ถ้านำไปติดไว้รอบบ้าน ถือเป็นการขัดขวางการทำงานเจ้าหน้าที่ได้

          -ในกรณีนี้ ไม่มีการประกาศกฏอัยการศึก และไม่อยู่ในช่วงศึกสงคราม จึงไม่เข้าข่ายยุทธภัณฑ์

      3. ลวดหนามมีการติดตั้งบนกำแพงจริง เมื่อ 31 พค. 59
          แต่มีการรื้อลวดหนามออกตั้งแต่ วันที่ 2 มิถุนายน 59
          เมื่อ DSI เข้ามาทำการตรวจค้น วันที่ 16 มิถุนายน 59
          ไม่มีลวดหนามในพื้นที่แล้วดูได้จากข่าวครับ



          - ในกรณีนี้ ไม่มีลวดหนามขวางทางเข้า  จึงไม่ผิดในข้อใช้ลวดหนามขัดขวาง
             การทำงานของเจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอแถลงการณ์หลังเข้าตรวจค้นวัด
     
            เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ สามารถเดินเข้ามาในวัดได้อย่างสะดวก โดยไม่มีลวดหนามขัดขวาง
จากทางวัดแต่อย่างใดอย่างนี้จะเรียกว่าขัดขวางได้หรือ?

            ดีเอสไอไม่ได้ปีนกำแพงเข้ามาในวัด นะครับ จะมาอ้างว่าติดลวดหนามบนกำแพงขัดขวาง
การทำงานได้อย่างไร?  และลวดหนามก็รื้อออกไปแล้ว  ในวันที่ เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอเข้ามาตรวจค้น



เดินเข้าวัดได้อย่างสบาย ถูกฟ้องเอาผิดมีลวดหนามในครอบครอง





       กับวัดจะมีความขยันตั้งข้อหายัดเยียดให้เป็นพิเศษแต่กับคนอีกกลุ่ม ไม่ยักเห็นมีการตั้งข้อกล่าวหานี้ ทั้งๆที่เอาลวดหนามมาล้อมเจตนาขัดขวางการทำงานเจ้าหน้าที่ชัดเจนเสียยิ่งกว่าชัด...!!!!!! 

อยากถามอีกสักครั้งนะว่า

          เอาอะไรคิดครับ...?   ฟ้องวัดข้อหา  มีลวดหนามในครอบครอง.....


 ตลกร้ายในสังคมไทย หรือต้องรอให้    ประเทศชาติเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน




วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปลากปิละ ผู้มีปากเหม็น อดีต ด่าว่าพระภิกษุ

 เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ปรินิพพานแล้ว
มีพี่น้อง ๒ คน ออกบวชในสำนัก
แห่งพระสาวกของพระกัสสปทศพล 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


       คนพี่ชื่อโสธนะ คนน้อง ชื่อกปิละ มารดาของท่านทั้งสอง
นั้น ชื่อสาธนี  น้องสาว ชื่อตาปนา  ภิกษุ๒พี่น้องนั้น 
พี่ชายเรียนวิปัสสนาธุระ 
คนน้องเรียนคันถธุระ (การศึกษาเล่าเรียน)

ภิกษุสองพี่น้อง

      ภิกษุเป็นพี่ได้บรรลุอรหัตตผล  ในช่วงเวลาไม่นานนัก
ส่วนภิกษุน้องชายเจนจบในพระไตรปิฎก มีภิกษุและคฤหัสถ์
เป็นบริวารมาก และ มีลาภสักการะเป็นอันมาก

ภิกษุผู้พี่บำเพ็ญวิปัสนาธุระ

          เพราะอาศัยบริวารนั้นจึงเป็นผู้มัวเมาในลาภและ 
ชื่อเสียงจนลืมตัวไปคิดว่า  ความเห็นของตนนั้นถูกต้อง
ทุกอย่าง        
จึงแสดงธรรมว่าเป็นอธรรม  แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม 
สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ   สิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ
สิ่งที่เป็นกัปปิยะ (สมควร)              ว่าไม่สมควร
สิ่งที่เป็นอกัปปิยะ (ไม่สมควร)            ว่าสมควร


      เมื่อภิกษุผู้หวังดีทักท้วง ก็ด่าว่าภิกษุเหล่านั้นว่าเป็น
คนโง่เขลาไม่รู้อะไรภิกษุทั้งหลายจึงได้ไปบอกให้พี่ชาย
คือพระโสธนะทราบพระโสธนะจึงตักเตือนว่า
พระกปิละ ด่าบริภาษ ภิกษุอื่น

“คุณกปิละ การปฏิบัติชอบของภิกษุเช่นคุณ
เป็นการต่ออายุพระศาสนา เพราะฉะนั้น
             เธออย่าได้ละการปฏิบัติชอบเสีย
โดยการกล่าวแสดงธรรมวินัยว่าเป็นธรรมวินัยเป็นต้น”



ภิกษุพี่ชายเตือนก็ไม่เชื่

      แม้กระนั้น พระกปิละก็หาได้เอื้อเฟื้อ  ต่อคำตักเตือนของ
พระพี่ชายไม่พระโสธนะเตือนอยู่ ๒-๓ ครั้ง เมื่อเห็นว่าพระน้อง
ชายไม่เชื่อแล้วจึงคิดว่า   เขาจักปรากฏด้วยกรรมของเขาเอง
ดังนี้แล้วเลิกเตือน



 จำเดิมแต่นั้นมาภิกษุผู้มีศีลทั้งหลายก็ไม่ยอมคบหาสมาคม 
กับพระกปิละนั้นพระกปิละเป็นพระชั่วและมีพระชั่วด้วย
กันเป็บริวาร



      วันหนึ่งเข้าไปในโรงอุโบสถเพื่อต้องการสวดปาฏิโมกข์
จึงถามภิกษุผู้กำลังประชุมกัน  ว่าจะสวดปาฏิโมกข์กันหรือ?
เมื่อภิกษุทั้งหลายนิ่งเสีย เธอจึงคิดว่าประโยชน์อะไร ที่จะ  
พูดจากับพวกภิกษุโง่ๆเหล่านี้แม้พวกเขาไม่ตอบก็ไม่เป็นไร  
ดังนี้แล้วกล่าวในที่ประชุมสงฆ์ว่า
“ท่านทั้งหลายธรรมก็ดีวินัยก็ดี ไม่มี การฟังปาฏิโมกข์จะมี
ประโยชน์อะไรการไม่ฟังก็ไม่เสียหายอะไร” ดังนี้แล้วจากไป


      เมื่อพระกปิละสิ้นอายุตายแล้ว ไปเกิดในอเวจีมหานรก
 มารดาและน้องสาวของเธอผู้ดำเนินตามเธอก็ไปตกนรก
อยู่แห่งเดียวกันพระกปิละ ไหม้อยู่ในนรก สิ้นพุทธันดรหนึ่ง

     พอมาถึงสมัยแห่งพระโคดมพุทธเจ้า พระกปิละ มาเกิดเป็น
ปลาใหญ่สีเหมือนทองคำ แต่แปลกที่มีกลิ่นปากเหม็น
อยู่ในแม่น้ำอจิรวดี

พระกปิละเกิดใหม่ เป็นปลาที่มีสีดั่งทอง


         วันหนึ่งชาวประมงทอดแห จับปลานั้นได้เห็นเป็น
ปลาประหลาด  จึงนำไปแสดงแก่พระราชา
พระเจ้าปเสนทิโกศลให้คนนำปลานั้น  ไปยังวัด
เชตวันเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าเพราะเหตุไร?
 ปลานั้นจึงปากเหม็นมาก และสีเหมือนทองคำ


ชาวประมงทอดแห


           พระพุทธองค์ทรงแสดงบุพพกรรมขอปลากปิละ
ให้พระราชาทรงทราบโดยตลอดแล้วตรัสว่า ที่สีเหมือน
ทองเป็นเพราะอานิสงส์ที่ท่านได้กล่าวสรรเสริญคุณของ
พระพุทธเจ้า มาเป็นเวลานานและได้เรียนธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น
จนแตกฉาน  ส่วนที่ปากเหม็นมากนั้นเพราะ  โทษที่บริภาษภิกษุสงฆ์
         
ทรงเล่าถึงบุพกรรมของปลากปิละ
            ปลานั้นมีความเดือดร้อนใจเป็นกำลังมิอาจบรรเทาได้ เสียใจในกรรมของตนในอดีต
จึงเอาศีรษะฟาดกับเรือ (ที่ใส่ตัวมันมา) จนตายและไปเกิดในอเวจีมหานรกอีก
           พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูวาระจิตของพุทธบริษัทที่มาประชุมกันในขณะนั้น   
มีพระประสงค์ ที่จะแสดงธรรม ให้เหมาะกับอุปนิสัยแห่งชุมชนและเหมาะแก่ความรู้สึก
ของคนในขณะนั้น จึงตรัสว่า




"นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า 
การประพฤติธรรม ๑  ประพฤติพรหมจรรย์ ๑ ว่าเป็นแก้วอันสูงสุด”
 ดังนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า  “มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน” เป็นอาทิ
         มีนัยดังพรรณนามาแล้วแต่ต้น.
   =============
     ‪#‎ธรรมบท‬ ‪#‎ทางแห่งความดี‬ เล่ม ๔ 


                หันกลับมามอง เมืองไทยยุคปัจจุบันนี้   มีสภาพแทบจะไม่แตกต่างจากเรื่องราวที่เกิดในอดีต 
ยุคนี้คนด่าพระได้อย่างหน้าตาเฉย โดยไม่เกรงกลัวต่อผลของบาปกรรมที่จะเกิดตามมา  ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง คนเนรคุณ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานทางการ และแม้แต่สื่อมวลชนบางฉบับก็ยัง
ด่าพระกันได้อย่างไม่เกรงกลัวบาปกรรม
  
              ก็ต้องขอเตือนว่า หยุดเถิด  อย่าด่าว่าพระผู้ทรงศีลเลย เพราะตอนนี้อาจจะสบายหรืออาจจะสนุก  แต่ในอนาคตเบื้องหน้ามันจะไม่ใช่







ด่าพระแล้วมันดี ด่าพระดีกว่า... ? ที่มาปลา กปิละ

         
 นึกถึงสื่อ และใครบางคนที่กำลัง ด่าพระอย่างสนุกปาก เพราะพระไม่โต้ตอบ




    ได้มีโอกาสอ่านเรื่องปลาตัวหนึ่งที่มีสีดังทองคำ
แต่เมื่ออ้าปากกลับมีกลิ่นเหม็นไปทั่วพระนคร  
          
      มันจะเป็นไปได้หรือ?  แต่ก็ไม่รู้สิ....
ผมไม่เคยเกิดในสมัยนั้นซะด้วย..... 
ช่วงนี้เห็นมีข่าวเกี่ยวกับสื่อต่างๆ
รวมทั้งฆาราวาสที่รักษาศีลไม่ครบและคนห่มผ้า
คล้ายพระบางคน  หรือแม้แต่อดีตพระมะนาว
ก็ออกมากล่าวหาพระภิกษุ ว่ารับของโจรบ้างละ 
ฟอกเงินบ้างละ   ทำกันเป็นแก๊งค์ไล่ล่าเหมือน 
ตัวไฮยีนารุมเหยื่อ


           ไอ้เราก็สงสัย พระนั่งรับปัจจัยอยู่ดีๆ ก็มีคนมากล่าวหา
 พยายามยัดเยียดข้อหาให้ได้ ยังไม่พอ แถมบอกให้ไปฟังข้อกล่าวหา 
ถ้าไม่ไป จะเอากำลังมาจับ  จะยัดเยียดคุกแถมให้อีก 
           ป่วยก็ต้องไป แต่ได้ข่าวแว่วๆว่า ถ้าไปจะไม่ได้กลับวัด เตรียมที่พิเศษ
ไว้กักตัวเรียบร้อยแล้ว   ยังดีที่พระป่วยยังไม่ได้ไป  แต่ก็ไม่วายออกมา
ร้องแรกแหกกระเชิง ว่า 

             ไม่ผิดก็ไปสู้ที่ศาลสิ....    
อยากจะถามว่า เองเคยขึ้นศาลใหม ? 
             เสียเวลาฉิบ!!!!!!



    ตัวเองบุญก็ไม่เคยทำปัจจัยไม่เคยถวาย แต่จะมาถวายคุกให้พระแถมยังมาออกข่าว เพื่อทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดผสมโรงด่าพระเสียอีก  
     ผมเลยนึกถึงไอ้ปลาปากเหม็นขึ้นมาได้ทันที 
     ก็มีคนเล่นชวนกันจะไปเกิด  เป็นปลาปากเหม็นเหมือนกัน ทั้งประเทศ 
   ถ้าหากไม่มาเตือนกันไว้ก่อนว่าอย่าไปทำอย่างนั้น อย่าไปด่าว่าพระติเตียนพระ เพราะเรายังไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริง 
    เดี๋ยวมันจะติดวิบากกรรม  กลายเป็นปลาปากเหม็นกันไปหมด 


       


              ส่วนหน่วยงาน Dumb Stupid Idiot  ที่ออกข่าวพร้อมลิ่วล้อ นี่ผมว่าไม่แคล้ว  ต้องไปเกิดเป็นไอ้ปลาปากเหม็นแน่นอน  
            แค่ตอนนี้ยังไม่ตาย   เวลาออกมาพูดให้ข่าวแต่ละครั้ง  ชาวบ้านก็ออกอาการเหม็นขี้หน้าซะแล้ว ว่าจะกลั่นแกล้งพระไปถึงใหนกัน
                    หรือมีใครสั่ง ???

  
กลับมาเรื่องปลาต่อ ปลานี้เมื่อครั้งเกิดเป็นภิกษุ เป็นผู้มีความทะนงตนมีความรู้มาก ก็เลยเที่ยวบริภาษ
ด่าว่าพระภิกษุ  และกล่าวธรรมให้ผิดเพี้ยนไปจากที่พระพุทธเจ้าสอน   เลยต้องมาเกิดเป็นปลาที่มีกลิ่นปากเหม็น ตลบอบอวลไปทั่ว

     มองกลับมาดูเมืองไทยวันนี้   มีคนทำตัวเหมือนพระภิกษุรูปที่กล่าวมานี้   ก็ให้นึกสงสารว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่หนอว่า ต่อไป ปากจะเป็นอย่างไร?  

      แค่ปัจจุบันยังไม่ตาย ลองไปถามคนแถวราชดำเนิน ราชประสงค์ดูสิ เขาก็รู้ว่าเครดิตเน่ามา
แต่ใหนแต่ไรแล้ว




พล่ามมาซะนานเรามาติดตามดูปลาตัวดังกล่าวกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

งานนี้มีอะไรแอบแฝง

        ช่วงที่ผ่านมา ได้ดูสื่อตามหน้าหนังสือพิมพ์ ในคดีเรื่องราววัดพระธรรมกาย
และการแต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชแล้ว มันให้รู้สึกทะแม่งๆ ยังไงชอบกล
ถึงขบวนการ และนักแสดงที่ออกมาเล่นในโลกข่าวสาร ชวนมวลชนให้เชื่อ

โดยสังเกตุว่า
        1. เรียกพระธัมมชโยมาเป็นพยานกรณี ฉ้อโกงของสหกรณ์คลองจั่นเป็นการเปิดเกมส์
        2.อย่างแรกเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโดนเรียกสอบในฐานะพยาน คดีฉ้อโกงของนายศุภชัย
โดย ดีเอสไอให้เป็นพยาน
        ดีเอสไอส่งสำนวนฟ้อง แต่อัยการตีกลับให้มาสอบเพิ่ม  แสดงว่าดีเอสไอทำงานไม่ได้เรื่องใช่ใหม?


ผลเจ้าอาวาสไม่ไป ดีเอสไอบุกมาที่วัด
มาสอบปากคำ แล้วไปทำสำนวนใหม่ คราวนี้ฟ้องในฐานะผู้ต้องหาร่วม   อัยการสั่งไม่ฟ้อง
เป็นผู้ต้องหา ยังให้เป็นเพียงพยานเท่านั้น
        สังเกตุว่าดีเอสไอต้องการให้พระธัมมชโยเป็นผู้ต้องหา

ถัดจากนั้นหาตัวละครมาเล่นใหม่ หาผู้เสียหาย(จริงหรือเปล่า) นายธรรมนูญ
มาฟ้องร้องเป็นผู้เสียหาย   ดีเอสไอรับลูกทันที เอาหลักฐานเดิม มาฟ้องเป็นคดีใหม่
ทำงานรวดเร็วรวบรัด เป้าหมายให้ พระธัมมชโยออกจากวัดมาดีเอสไอ
        สังเกตุว่า ต้องการให้ออกมาจากวัด ถ้ามาแล้วไม่ได้ประกัน ก็ต้องถอดจีวร

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

งานนี้ไอ้โม่งได้ 3 เด้ง ฟ้องสมเด็จฯวัดปากน้ำ 2 ข้อหา

                  เห็นข่าวดีเอสไอแจ้งข้อหา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ครอบครองรถไม่เสียภาษี 
และอีกข้อหาหนึ่ง แจ้งข้อความเอกสารอันเป็นเท็จต่อราชการ


สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

                 ตกลงว่าจะเอากันอย่างนี้เลยหรือ  ทำไมเหยียบย่ำใจชาวพุทธกันขนาดนี้เลยหรือ  
    ยัดข้อกล่าวหากับผู้นำสงฆ์ในศาสนาพุธขนาดนี้เชียวหรือ  ไม่ให้เกียรติผู้นำสงฆ์ของชาวพุทธ
    ขนาดนี้เลยเชียวหรือ 

                 เทียบกับบผู้นำศาสนาอื่น แค่เดินทางผ่านสนามบินเข้าเครื่องแสกนตรวจค้นร่างกาย
ตามปกติขั้นตอนรักษาความปลอดภัย โวยวายกันจะเป็นจะตาย ต้องถึงกับออกไปกราบขอขมา 
ขอโทษขอโพยกันทีเดียว


บิ๊ก ทอท. เข้าขอขมา จุฬาราชมนตรี


                  แต่กับพระผู้ใหญ่ว่าที่สังฆราชกลับยัดเยียด ให้เป็นผู้ต้องหา  จะต้องให้ไปปั๊มนิ้วมือ
เป็นผู้เต้องหาเลยเชียวหรือ  
                 คดีซากรถโบราณ ความผิดมันอยู่ที่ อู่ และการจดประกอบที่ทางอู่ ไปเดินเรื่องเอกสาร
กับทางราชการ  จนได้เอกสารยืนยันจากทางราชการ ว่ารถนี้ถูกต้องตามกฏหมาย  


ดีเอสไอ แจ้ง 2 ข้อหา สมเด็จวัดปากนำ้

                 และทางราชการก็ออกเอกสารให้  โดยที่น่าจะรู้ว่าที่มาของการขอเอกสารจดประกอบ   
ไม่ถูกต้องเพราะสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว   แต่

       เจ้าหน้าที่ออกเอกสารไม่มีใครผิดเลย  แต่ทำไมสมเด็จวัดปากน้ำผิดซะงั้น 

ชาวบ้านฝากถามมาถึง ดีเอสไอ ว่า

มันตั้งใจยัดข้อหากันหรือเปล่า  หรือต้องการหยุดยั้งการตั้งสังฆราชกันแน่?



งานนี้ ไอ้โม่งที่ชักใยเบื้องหลัง กะเล่นถึง สามเด้ง กันทีเดียวครับ 

                 เด้งแรกถ้าเอาสมเด็จวัดปากน้ำไปพิมพ์นิ้วมือเป็นผู้ต้องหาได้  เป็นอันว่าชวดตำแหน่ง
พระสังฆราชแน่นอนครับ  อย่าลืมท่านอายุ 90 กว่าแล้วนะครับ เป็นข้ออ้างได้เลยว่ามีคดีความอยู่ 
แต่ถ้าเป็นผู้นำศาสนาอื่นก็ไม่รู้ว่าดีเอสไอจะปฏิบัติอย่างนี้หรือไม่

                  เด้งที่สอง ถ้าเด้งแรกสำเร็จ  วัดพระธรรมกายเห็นใหม?  ขนาดพระระดับสมเด็จยังต้องมอบตัว  ต้องมาพิมพ์ลายนิ้วมือดังนั้น  พระธัมมชโยต้องออกมามอบตัวถ้าไม่มา   เป็นเหตุผลให้สามารถใช้ ม.44 แบบสมเหตุสมผล ธรรมกายเสร็จแน่

                   เด้งที่สาม วัดกำลังคณะสงฆ์ไทยกันเลยทีเดียวว่า ขนาดพระระดับสมเด็จ   ที่มีตำแหน่งว่าที่พระสังฆราช  ยังเล่นงานได้ซะราบคาบแล้ว  คณะสงฆ์ไทยที่เหลือไม่รอดแน่


    เดิมพันนี้ต้องถามคณะสงฆ์และชาวพุธกันละครับว่า 
                        


                                 จะยอมให้เขาลุย หรือจะออกมา  
                 แสดงพลังของชาวพุทธ  เพื่อปกป้องพระศาสนา


       

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เหยียบจมูกพญาราชสีห์แห่งแจ้งวัฒนะถึงในถ้ำ

27มิย. 2559

         วันที่พุทธะอิสระ ต้องเสียหน้าอย่างมาก   หลังจากที่ตอนเช้าพาพรรคพวกเข้าแจ้งความเอาผิดร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยนุศิษย์วัดพระธรรมกาย และคณะศิษย์ รวม 3 เรื่อง ได้แก่
เรื่องที่หนึ่ง หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ใส่ร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 กรณีพาดพิงถึงการดำเนินคดีของดีเอสไอกับพระพุทธะอิสระ.....   ที่ สภอ. คลองหลวง


          และในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทนายความประสิทธิ์ ตัวแทนวัดพระธรรมกายได้เดินทาง ไปยังวัดอ้อน้อย จ. นครปฐม วัดที่พุทธะอิสระอาศัยอยู่ เพื่อยื่นหนังสือแก่เจ้าอาวาส ให้ตรวจสอบอาบัติปราชิกแก่พุทธะอิสระ
          ท่ามกลางความคาดไม่ถึง ที่ฝั่งตรงข้ามจะสวนหมัดกลับแบบถึงกับจุก  และบุกมาถึงในถำ้  การตั้งรับทีมทนายและลูกศิษย์วัดกลุ่มใหญ่  จึงไม่ค่อยเป็นขบวนมีการด่าทอกลุ่มศิษย์วัดพระธรรมกาย มีการขว้างปาขวดนำ้ใส่กลุ่มธรรมกาย



          ในที่สุดท่ามกลางการอารักขาของตำรวจและทหารพุทธะอิสระ ยอมให้ตัวแทนทนายจำนวน5คนเข้าเจรจาในวัดหลังจากปิดประตูวัดไม่ให้เข้านานนับชั่วโมง


            คำตอบจากพุทธะอิสระคือ เจ้าอาวาสเข้ากรรมฐานไม่รู้จะออกเมื่อใหร่ ให้ฝากหนังสือไว้กับตนเอง พร้อมสอบทนายและออกอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัด



             ทนายแจ้งว่าฝากเอกสารไม่ได้เพราะท่านไม่ใช่พระสังฆาธิการผู้ปกครอง  อีกทั้งยังเป็นผู้ถูกกล่าวหาอีกด้วย หลักจากถูกซักฟอกและเจรจาพักใหญ่  ทนายไม่อยู่รอเจ้าอาวาสออกจากกรรมฐาน  ขอเดินทางกลับก่อนเกรงว่าจะมืด   จนท. ตำรวจและทหารที่ดูแลความปลอดภัยให้  เกรงว่าอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงและควบคุมไม่ได้ ถ้าปล่อยเวลาให้มึดค่ำ
             ท่ามกลางลูกศิษย์พุทธะอิสระที่ดูเหมือนจะทะยอยมาสมทบเรื่อยๆหลังจากทราบข่าว  การถูกบุกเหยียบจมูกถึงในถ้ำ
             

                      งานนี้สร้างความเสียหน้าให้แก่พญาราชสีห์แห่งแจ้งวัฒนะเป็นอย่างมาก

ที่มาคดีวัดพระธรรมกาย

คดีวัดพระธรรมกาย เป็นมาอย่างไร ?







วันที่ 21 มิถุนายน 2556 DSI ได้ตั้งข้อหาคุณศุภชัย ร่วมกันยักยอกทรัพย์

มีมูลค่าความเสียหาย จำนวน 13,334.15 ล้านบาท  และ ได้รับเป็นคดีพิเศษที่ 
146/2556 คดีพิเศษที่ 146/2556 ข้อหา กรณีสั่งจ่ายเช็ค เอาเงินออกจากสหกรณ์
และยักยอกทรัพย์

ผู้ต้องหา คือ คุณศุภชัย ศรีศุภอักษร
พยาน      คือ พระเทพญาณมหามุนี
ในคดีนี้ หลวงพ่อเป็น "พยาน"

                        13 พฤศจิกายน 2558 DSI ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติม
ในคดี 146/2556 ทั้งหมดไปให้อัยการ โดยมีพยานหลักฐานในคดีประกอบ
ด้วยเช็คจำนวน 878 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นเช็คที่เกี่ยวข้องกับพระเทพ
ญาณมหามุนี จำนวน10 ฉบับ  ยอดเงิน 387,160,000 บาท  โดย DSI เสนอ
ฟ้องหลวงพ่อเป็นผู้ต้องหาร่วมกับคุณศุภชัย !!!

                DSI ต้องการให้หลวงพ่อเป็นผู้ต้องหา แต่แล้วอัยการสั่งให้ฟ้องเฉพาะ
คุณศุภชัยกับผู้ต้องหาอื่น ไม่ได้สั่งฟ้องหลวงพ่อด้วย !สำหรับผู้ที่รับเช็คสหกรณ์ฯ
(รวมถึงหลวงพ่อ) อัยการมีคำสั่งว่า หาก DSI สามารถหาพยานหลักฐานมาเอาผิด
เพิ่มเติมได้  ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป   ซึ่งหมายถึงส่ง
พยานหลักฐานนั้นมาที่อัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาต่อไป

สรุปว่า คดี 146/2556 หลวงพ่อเป็นพยาน 
และหากมีหลักฐานเพิ่มเติมให้ DSI นำส่งอัยการ นั่นคือ หลวงพ่อไม่เกี่ยว  !!!!



                      DSI  ตั้งคดีพิเศษที่ 27/2559  ข้อหา ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
 ผู้ต้องห พระเทพญาณมหามุนีคุณศุภชัย ศรีศุภอักษรคุณศศิธร โชคประสิทธิ์ ฯ
และ  ผู้กล่าวโทษ คือ นายธรรมนูญ อัตโชติ สหกรณ์ไม่ติดใจคดีทั้งทางแพ่งและ
อาญาเหตุใด DSI จึงติดใจแทนสหกรณ์  เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณศุภชัยและสหกรณ์ 
หลวงพ่อไม่เกี่ยว และศิษย์วัดก็ได้เยียวยาเงินให้สหกรณ์ไปทั้งหมดแล้ว ศิษย์วัดเป็น
กลุ่มเดียวที่เยียวยาสหกรณ์ สหกรณ์สามารถคืนเงินก้อนแรกให้สมาชิกสหกรณ์ได้ก็
เพราะเงินจากศิษย์วัด

DSIออกแถลงข่าวเตรียมตั้งข้อกล่าวหาและออกหมายเรียกหลวงพ่อในฐานะผู้
ต้องหา 18 ก.พ. 2559 ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากหลวงพ่อ ได้ส่งหนังสือไป
สอบถามอัยการว่า DSI มีสิทธิ์ที่จะแยกเรื่องหลวงพ่อเป็นอีกคดีหนึ่งหรือไม่ ?



ในวันเดียวกัน อัยการตอบมาว่า ไม่สามารถแยกข้อหาเป็นอีกคดีหนึ่งได้ ทนายวัด
 จึงทำหนังสือชี้แจงคำตอบของอัยการไปแจ้งที่ DSI ว่า DSI ไม่มีสิทธิ์ตั้งคดีใหม่
ตั้งแต่ต้น !! ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนตามกฎหมาย แต่ DSI  ไม่สนใจใดๆ
ออกหมายเรียกหลวงพ่อ ในฐานะผู้ต้องหาเพื่อไปรับทราบข้อกล่าวหา และ DSI
ก็ได้ขอหมายจับหลวงพ่อในที่สุด !! 

แล้วทำไม หลวงพ่อ ไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ตอบว่า หลวงพ่อได้เข้ากระบวนการยุติธรรมไปแล้ว ตั้งแต่คดี 146/2556 ซึ่ง
หลวงพ่อเป็นพยาน DSI ได้มาสืบพยานที่วัดและส่งสำนวนไปให้อัยการแล้ว
ทุกอย่างจบแล้ว แต่ DSI ไม่จบ กลับแยกเป็นคดีที่ 27/2559   แท้จริงแล้ว
คดี 27/2559 ผิดขั้นตอนกฎหมายตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังมีข้อสังเกตอีกหลายอย่าง คือ

1. คดีนี้เป็นเรื่องของสหกรณ์กับคุณศุภชัย หลวงพ่อไม่เกี่ยว หลวงพ่อรับบริจาค
     อย่างเปิดเผย ไม่มีทางที่จะรับของโจรและฟอกเงินได้

2.ศิษย์วัดเป็นที่เดียวที่เยียวยาเงินให้สหกรณ์ สหกรณ์สามารถจ่ายเงินคืนสมาชิก
  ครั้งแรกได้ ก็เพราะเงินจากศิษย์วัด แล้วการที่ DSI มาจ้องเล่นงานหลวงพ่อ 
  ถามว่าได้ประโยชน์อะไรกับสมาชิกสหกรณ์บ้าง

3. เงินที่มาถึงหลวงพ่อเป็นเงินเพียง 300 กว่าล้านเท่านั้น แต่เงินจากผู้รับเช็ครายอื่นๆ
    อีก กว่าหมื่นล้าน ทำไม DSI  ไม่ไปตาม

4. ทำไมก่อนหน้าที่จะออกหมายจับ DSI มีสิทธิ์มาแจ้งข้อกล่าวหาที่วัด มีสิทธิ์
    มาพิสูจน์ความจริงที่วัดว่าหลวงพ่อป่วยจริงหรือไม่ เหตุใด DSI จึงไม่ยอมมา

5.ทำไม DSI เร่งคดีหลวงพ่อเป็นพิเศษ ทั้งๆที่คดีสนับสนุนการกบฏ ขัดขวาง
    การเลือกตั้ง Shut Down กรุงเทพไม่เร่งรีบจัดการ

6. ทำไม DSI ให้นายมโน ซึ่งเป็นศัตรูกับวัดพระธรรมกายเป็นที่ปรึกษา  DSI
    อ้างเสมอว่าทำเพื่อสมาชิกสหกรณ์ แท้จริงแล้วสมาชิกสหกรณ์ได้ประโยชน์
    อันใดจากการกระทำของ DSI บ้าง ซ้ำร้ายยังสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศ
   โดยใช่เหตุ



              วัดพระธรรมกายกำลังถูกรังแกด้วยความไม่เป็นธรรม ทำไม DSI  มุ่งจับกุม
       หลวงพ่อทั้งๆ ที่เรื่องอื่นๆ ในประเทศใหญ่โตกว่ามากไม่ยอมไปทำ 
หรือมีมือที่อยู่เบื้องหลังที่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ?


จึงขอความเป็นธรรมจากสังคมให้แก่หลวงพ่อธัมมชโย และแก่วัดพระธรรมกายด้วยเถิด !!